สาระน่ารู้

ปริญญาตรี 15,000 บาท

เป็นที่สนใจของมนุษย์เงืนเดือนจำนวนมากกับนโยบายของพรรคเพื่อไทย “ปริญญาตรี ต้องได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท เป็นอย่างน้อย หลังจากที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็มีการกล่าวขานกันไปทั่ววงการข้าราชการทั้งชั้นผู้น้อยและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของนโยบายดังกล่าว ข้าราชการชั้นผู้น้อย และลูกจ้างส่วนราชการเป็นจำนวนมากต่างก็มีความหวังขึ้นมาทันทีกับนโยบายดังกล่าว มีคนสอบถามมาทางผมเป็นจำนวนมาก ว่า “พนักงานจ้างทั่วไป ภารกิจ ที่จบปริญญาตรี แต่ตำแหน่งที่ครองปัจจุบันเป็นวุฒิ ปวช. ปวส.จะได้รับเงินเดือนดังกล่าวด้วยหรือไม่? ซึ่งที่ผ่านมาผมก็ให้คำตอบกับน้องๆพี่ๆไม่ได้ เพราะแนวทางการจ่ายเงินดังกล่าวยังไม่ชัดเจน จนกระทั่วเมื่อวานนี้ (18 ม.ค. 2555) ผมได้เห็นระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงนามเมื่อวันที่ 13 มกราคา 2555 ที่ผ่านมา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 129 ตอนพิเศษ 18 ง วันที่ 18 มกราคม 2555 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (19 มกราคม 2555) เป็นต้นไป

ในระเบียบดังกล่าวมีอะไรน่าสนใจบ้าง อันดับแรก ได้มีการยกเลิกคำนิยาม “ราชการ” ตามระเบียบปี 2548 และให้ใช้คำนิยามใหม่แทน    “ข้าราชการ” หมายความว่า ข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร(ไม่รวมถึงนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม)ข้าราชการตำรวจตามกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ(ไม่รวมถึงพลตำรวจสำรอง)ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และข้าราชการรัฐสภาสามัญตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา

ข้อ 6 ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 12,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราววเดือนละ 1,500 บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 12,285 บาท ถ้าเงินที่ได้รับรวมกันแล้วไม่ถึงเดือนละ 8,610 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนหรือค่าจ้างอีกจนถึงเดือนละ 8,610 บาท

ข้อ 6/1 ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว ที่คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ที่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 15,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวจากเงินเดือนหรือค่าจ้างจนถึงเดือนละ 15,000 บาท

ข้อ 6/2 ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ถ้ามีเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 12,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ 1,500 บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 12,285 บาท ถ้าเงินเดือนหรือค่าจ้างรวมกับค่าครองชีพชั่วคราวแล้วไม่ถึงเดือนละ 9,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มอีกจนถึงเดือนละ 9,000 บาท

ข้อ 6/3 ลูกจ้างชั่วคราว ที่คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ถ้ามีค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 9,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีกจนถึงเดือนละ 9,000 บาท

เป็นยังไงบ้างครับ อ่านระเบียบดังกล่าวแล้วรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้างไหมครับ ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นทุกๆคนด้วยนะครับ  อ้อ ลืมบอกไปว่ามีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไปด้วยนะครับ  สำหรับพี่ๆน้องๆชาวท้องถิ่น ก็คงต้องรอสักพักใหญ่ๆนะครับ รอให้ ก.กลาง ต่างๆเขามีมติเห็นชอบในหลักเกณฑ์ดังกล่าวก่อน ซึ่งคงจะมีหนังสือแจ้งแนวทางที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง สำหรับคำถามที่จะตามมาต่อไป ก็คือ ระเบียบดังกล่าวเป็นธรรมกับข้าราชการและลูกจ้างทั่วประเทศหรือไม่ วันหลังผมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ

ที่มา : ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวฯ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555

ปปช.กำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ออกประกาศกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เป็นต้นไป อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม   ข้อควรรู้เกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน   พรบ.ปปช.ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๔   รายละเอียดเพิ่มเติมอย่างละเอียด

สมาชิก สภาฯอบต.กล่าวดูหมิ่นในสภาฯฟ้องหมิ่นประมาทได้หรือไม่

ในการประชุมสภา อบต.ก เปิดประชุมสามัญประจำปี  ในระหว่างเปิดอภิปรายอยู่ สมาชิกท่านหนึ่งได้ กล่าวขึ้นมาว่า” ผมได้พิจารณาข้อมูลที่ฝ่ายบริหารส่งมาให้ ในส่วนต่างๆ ไม่น่าสงสัยแต่ในส่วนสำนักปลัดฯ มีการทำหมกเม็ดโดยเฉพาะในส่วนการจัดซื้อเสื้อกันหนาว  ปลัดกับคลังได้ดำเนินทุจริตในการซื้อจ้าง ดำเนินการต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ กระทำการโกงชาติบ้านเมือง ”  พร้อมประกาศต่อเลขาฯสภาให้บันทึกไม่ได้เกรงกลัวอะไร

ถามว่า :  การกล่าวหาบุคคลอื่นในสภาท้องถิ่น อย่างเลื่อนลอย ไม่มีข้อเท็จจริง หรืออยากด่าใครก็ได้ สามารถดำเนินการฟ้องหมิ่นประมาทได้ ได้หรือไม่ และถ้าตรวจสอบในระเบียบการประชุม ไม่ได้ระบุไว้เหมือนการประชุมสภาฯใหญ่ในเรื่องคำพูดใดๆในการประชุมสภาฯไม่สามารถนำมาดำเนินการทางกฎหมายได้

ตอบ :  ถ้าข้อความที่พูดในที่ประชุมเป็นความจริง ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้พูดได้ เพราะเข้าข่ายยกเว้น ตาม ป.อ. มาตรา 329 เนื่องจากผู้พูดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต แต่ถ้าไม่เป็นความจริง มีผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้พูด ผู้พูดมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการป่าวประกาศ ตาม ป.อ. มาตรา 328

ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
ประมวลกฎหมายอาญา(ป.อ.)
มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

มาตรา329 ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต
(1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม
(2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่
(3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ
(4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุมผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

การแต่งตังหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท.

 

    จากการที่ได้พบปะพูดคุยกับครูผู้ดูแลเด็ก(ผดด.)หรือถ้าจะเรียกให้โก้หน่อยก็จะเป็น ผู้ช่วยครูดูแลเด็กอนุบาลและปฐมวัย ต่างก็จะมีปัญหาแตกต่างกันไปแล้วแต่สภาพแวดล้อมของแต่ละที่ บ้างก็ไม่ได้รับการเอาใจใส่ ปล่อยให้ทำการเรียนการสอนแบบตามมีตามเกิด เข้าทำนองสถานที่รับเลี้ยงเด็ก ซึ่งเด็กที่เข้ามาเรียนก็มีหลายรุ่น ๑ ขวบบ้าง ๒ ขวบบ้าง ๓-๕ ขวบบ้าง ซึ่งก็ขึ้นกับนโยบายของผู้บริหาร อปท.แต่ละแห่ง เมื่อสอบถามว่า “ทำไมเด็กอายุไม่ถึงเกณฑ์(เกณฑ์คือ ๓-๕ ปี)ถึงรับเข้ามาในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” คำตอบที่ได้ก็คือเป็นนโยบายของผู้บริหารบ้าง เป็นลูกเป็นหลานของ อบต.บ้าง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านบ้าง หรือไม่ก็เป็นลูกของคนรู้จักที่เอามาฝากให้เลี้ยงดูบ้าง เมื่อถามต่อไปอีกว่า “แล้วเด็กที่ไม่เข้าเกณฑ์จะได้กินอาหารกลางวัน และดื่มนมไหม” คำตอบก็คือ “ถ้ามีเหลือก็ได้กินบ้างหรือได้กินเพราะเอาส่วนของคนที่ไม่มาโรงเรียนให้เด็กที่ไม่ถึงเกณฑ์กินบ้าง” ซึ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหาที่รอการแก้ไข ถามต่อไปอีกว่า “แล้วใครจะแก้ไข” คำตอบก็คือ “ไม่รู้” “คนที่มีหน้าที่มั่ง” หรือ “ไม่แน่ใจ” ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาจริงๆ โดยที่ผมคิดไม่ถึงว่าจะมีกรณีแบบนี้อยู่ เมื่อถามว่า “ศูนย์เด็กเล็กคุณมีหัวหน้าศูนย์หรือยัง” คำตอบคือ “มีเป็นบางศูนย์” ทำไมถึงมีเป็นบางศูนย์ล่ะ เพราะผู้บริหารเขาไม่ทำการคัดเลือกบ้าง และเพราะผู้ดูแลเด็กยังมีคุณสมบัติไม่ครบบ้าง ซึ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นปัญหาทั้งสิ้น

วันนี้จะขออนุญาต นำเรียนทำความเข้าใจเกี่ยวกับการแต่งตั้งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท. เพื่อให้พี่ๆน้องๆ ผู้ดูแลเด็กและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจอย่างชัดเจนและปฏิบัติได้ถูกต้องเป็นแนวทางเดียวกัน ดังนี้

๑  คุณสมบัติของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท. (มท ๐๘๙๓.๔/ว๖๑ ลว ๑๐ ม.ค.๒๕๕๑)

๑.๑   ให้คัดเลือกและแต่งตั้งจากผู้ดูแลเด็กภายในศูนย์ฯ ที่มีเด็กไม่น้อยกว่า ๒๐ คน โดยคัดเลือกจากผู้ที่มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

๑.  มีประสบการณ์ในการดูแลเด็กไม่น้อยกว่า ๓ ปี
๒.  จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปทางการศึกษา สาขาวิชาเอกปฐมวัยหรืออนุบาล ศึกษาและมีใบประกอบวิชาชีพครู*
๓.  มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่ ก.อบต.กลางกำหนด

๒.  คณะกรรมการคัดเลือกประกอบด้วย

๑. ผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา เป็นประธาน
๒. ปลัด อปท. เป็นกรรมการ

๓.  ท้องถิ่นอำเภอ เป็นกรรมการ
๔. ผู้แทนชุมชน เป็นกรรมการ
๕.  ผู้รับผิดชอบงานด้านการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการ 

เมื่อทราบถึงคุณสมบัติและคณะกรรมการคัดเลือกแล้ว ที่นี้มาดูประเด็นปัญหาที่พบก็คือเรื่องคุณสมบัติของผู้ดูแลเด็กที่จะเข้ารับการคัดเลือก คือส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษา สาขาอื่นที่ไม่ใช่วิชาเอกปฐมวัยและอนุบาลศึกษาและไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู  ซึ่งกรณีคุณวุฒิทางการศึกษานั้น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ มท ๐๘๙๓.๔/ว ๔๗๖ ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๑ กำหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมให้รวมถึงผู้ดูแลเด็กที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษา ทุกสาขา เป็นอันว่าเรื่องวุฒิการศึกษาไม่มีปัญหาแล้ว ขอให้จบปริญญาตรีทางการศึกษาเป็นอันมีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือกได้ครับ ประเด็นที่เป็นปัญหาถัดมาคือ เรื่องใบประกอบวิชาชีพครู  กรณีนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้มีหนังสือ ที่ มท ๐๘๙๓.๔/ว ๑๖๑๒ ลงวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผ่อนผันให้ผู้ดูแลเด็กที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษาทุกสาขา แต่ยังไม่ได้รับใบประกอบวิชาชีพครู ให้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเป็นหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้จนถึงปี ๒๕๕๔

ที่ร่ายยาวมาทั้งหมดก็คงจะพอเข้าใจนะครับ ว่า ผู้ดูแลเด็กที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปทางการศึกษา ทุกสาขา ขอย้ำว่าต้องเป็นทางการศึกษาเท่านั้นนะครับ แม้จะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูก็สามารถสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้    ดังนั้น ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับงานด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นท่านนักวิชาการศึกษา หัวหน้าส่วนการศึกษาฯ ท่านปลัด อปท. ท่านนายก อปท. ถ้าลูกน้องผู้ดูแลเด็กในบังคับบัญชาของท่าน มีคุณสมบัติครบถ้วน ก็จะต้องดำเนินการประกาศคัดเลือกหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน เพื่อความก้าวหน้าของลูกน้องนะครับเจ้านาย………………